TALIS Talk
by ประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์
ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปีมีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วต่อเนื่องจากปลายปี 2560 จนขึ้นไปถึงระดับสูงสุดที่ 1852 จุด จากความคาดหวังการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมถึงการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะมีการเติบโตเร่งตัวขึ้นในปี 2561 ซึ่งดูเหมือนภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มสดใส อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน SET Index ก็มีการปรับตัวลงอย่างรวดเร็วจนถึงระดับ 1724 จุด หรือปรับตัวลดลงถึง 130 จุด จากปัจจัยภายนอกและภายในที่นักลงทุนไม่ได้คาดการณ์ไว้

ปัจจัยภายนอกที่นักลงทุนคาดไม่ถึงและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในเดือนมีนาคม – เมษายน ได้แก่ ความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และ จีน เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน เพื่อกดดันจีนที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ขณะที่จีนก็ออกมาตอบโต้ด้วยการจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เช่น เนื้อหมู ท่อเหล็ก ผลไม้ ถั่วเหลือง ข้าวฟ่าง และไวน์ เป็นต้น และการที่กลุ่มพันธมิตรสหรัฐฯ อังกฤษ และ ฝรั่งเศส โจมตีซีเรีย โดยการยิงขีปนาวุธเพื่อทำลายแหล่งผลิตและวิจัยอาวุธเคมีของซีเรีย ในขณะที่ปัจจัยภายในประเทศที่นักลงทุนคาดไม่ถึงและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างมาก ได้แก่ การที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเลกทรอนิกส์ ที่ทำให้นักลงทุนกังวลว่ากำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะต่ำกว่าคาด และการที่สภานิติบัญญิติแห่งชาติ (สนช.) ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ ร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ทำให้มีแนวโน้มการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้เดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะต้องเลื่อนออกไป

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า ผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้สะท้อนเข้าไปในตลาดหุ้น และทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงถึง 130 จุดไปแล้ว และหากปัจจัยต่างๆ มีการคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ก็น่าจะกลับมาเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นได้

ในด้านสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน เราเชื่อว่าจะจบลงที่การเจรจาในเงื่อนไขที่ยอมรับกันได้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งผลของการเจรจาน่าจะออกมาภายในเดือนพฤษภาคมก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ ขณะที่การโจมตีซีเรียของพันธมิตรสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะไม่ยืดเยื้อ หรือหากยืดเยื้อก็จะจำกัดขอบเขตอยู่ในประเทศซีเรียเท่านั้น ส่วน Road Map การเลือกตั้งทั่วไปนั้น เราก็น่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นหลังการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน 1 – 2 เดือนข้างหน้า ในขณะที่ปัจจุบัน เรากำลังเข้าสู่ช่วงการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 ซึ่งกลุ่มธนาคารพาณิชย์ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ออกมาแล้วซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งหากผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ของบริษัทอื่นๆ โดยภาพรวมออกมาใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ก็น่าจะช่วยให้นักลงทุนมีความมั่นใจในแนวโน้มการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนได้

เราประมาณการว่า กำไรสุทธิของบริษัทจดเบียนในปี 2561 จะเติบโตประมาณ 10% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่ากำไรสุทธิในปี 2560 ที่เติบโตประมาณ 9% การเติบโตของ GDP ที่เร่งตัวขึ้นเป็นประมาณ 4.2% ในปี 2561 จาก 3.9% ในปี 2560 การแข็งค่าของเงินบาทที่จะสนับสนุนให้เงินไหลเข้าตลาดทุนของไทย และอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้น่าจะสนับสนุนให้ตลาดหุ้นยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้สู่ระดับ 1900 – 2000 จุด ในปีนี้ได้ และหากไม่มีปัจจัยลบที่ไม่คาดคิดเข้ามากระทบตลาดอีก ก็เชื่อว่า SET Index ที่ 1724 จุด น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีแล้ว

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์